ข่าวฟุตบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ในวันที่โลกหมุนไปเขากลายเป็นแค่คนตกยุค

0

โค้ชดังๆทั่วโลกมักมีปรัชญา หรือ คาแรกเตอร์ทีมของตัวเองอยู่เสมอ มันชัดเจนในตัวของพวกเขา บางคนยืดหยุ่น บางคนไม่ บางคนราวกับเป็นสัญลักษณ์ของฟุตบอลสไตล์นั้นไปเลย เมื่อพูดถึงฟุตบอลยุคใหม่ คุณพูดถึงเกมรับ หรือรถบัสที่เขาว่ากันอะนะ คุณคงนึกถึงชายที่ชื่อโชเซ่ มูรินโญ่ วันนี้เราจะเล่าถึงเขา เขาที่โอหัง ปากเสีย พูดมากแต่จบลงที่การมีแชมป์มาดูกันเส้นทางเขาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
โชเซ่ มูรินโญ่ ชายผู้เขย่าวงการฟุตบอลแบบที่แทบจะไม่มีใครเคยทำมาก่อน ไม่มีใครทำฟุตบอลได้สนุกราวกับดูละครหลังข่าวได้แบบเขา เขาพิเศษกว่าคนอื่น เขาคือคนเดียวคนนั้น สเปเชี่ยลวัน แบบที่เขาว่านั่นแหละ ในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เขากลายเป็นที่สนใจในโลกฟุตบอล เริ่มจากการพาทีมปอร์โต้ ทีมดังจากโปรตุเกสเป็นแชมป์ยูโรป้าลีก หรือในสมัยนั้นที่ยังชื่อว่ายูฟ่าคัพ (แต่ก็ถ้วยเดียวกันอะแหละ) ในปี 2003 มันไม่แปลกหรอกจากคนรอบนอกที่มองว่าเห้ย ระหว่างทางมันก็ไม่ได้ยากนี่หว่า คงมีลาซิโอ้ในรอบรองแหละที่ยากที่สุดเพราะรอบชิงก็เจอแค่เซลติกเพราะถ้ามองยังไงปอร์โต้ก็น่าจะเหนือกว่า 1-2 ก้าวอยู่แล้ว หลายคนจึงสบประมาทตัวของน้ามูจากสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ๆๆ ความน่าสนใจที่สุดของทีมดังจากโปรตุเกสชุดนั้นคือการที่พวกเขามีนักเตะชาวโปรตุเกสอยู่ในทีม 9 จาก 11 ตัวจริงด้วย ซึ่งก็จะมีนักเตะอย่าง อเลนิเชฟ ที่เป็นรัสเซีย และ แดร์ไลที่เป็นบราซิลเท่านั้นแหละที่ไม่ใช่คนโปรตุเกส ไหนจะตัวสำรองอีก เพราะ 6 จาก 7 คนก็ยังเป็นนักเตะโปรตุเกส ไม่ได้พึ่งพานักเตะต่างชาติมากมายแบบที่อื่นๆเขาแม้แต่นิดเดียว
ความพิเศษอีกอย่างคือตอนที่มูรินโญ่ได้แชมป์ยูฟ่าคัพ เขาทำงานกับปอร์โต้ได้ 1 ปีกว่าๆเท่านั้น ซึ่งก็ตามที่เห็นว่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆเขาได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกฟุตบอลไปแล้วด้วยคลื่นลูกแรก แถมนอกจากนั้นพวกเขายังได้แชมป์ลีกโปรตุเกส หรือที่ชื่อว่า พริเมร่าลีก้า ไปก่อนหน้านั้นด้วย

.

.

ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด

.

.


เมื่อเราพูดถึงทีมปอร์โต้ คือทีมหนึ่งที่ถือว่ามีชื่อ เป็นทีมชื่อดังเลยแหละจากโปรตุเกส แต่ ณ ตอนนั้นที่มูรินโญ่ไปคุมปอร์โต้อยู่ในสถานะยักษ์หลับ อยู่อันดับ 5 ของตารางในตอนที่มูเข้าไปช่วงต้นปี 2002 แถมตกรอบบอลถ้วย และตกรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 เท่านั้น โค้ชหนุ่มมูรินโญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายจากทีมเดิมทีมนั้น แต่ 15 เกมลีกที่ต้องเล่นในช่วงเวลาหลังจากนั้น ปอร์โต้ชนะ 11 เกมด้วยกันและจบลงในอันดับที่ 3 สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือเกมรับที่มีการทำให้มันแน่นขึ้น เสียประตูยากขึ้น ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะได้เป็นกอบเป็นกำ ผ่านครึ่งปีที่ท้าทายไป ฤดูกาล 2002/03 เริ่มขึ้นและมูรินโญ่ทำมันได้ดีอย่างต่อเนื่อง

FC Porto’s coach Jose Mourinho smiles at journalists before the training session at Riazor Stadium in Coruna, a day prior to their European Champions League semifinal 2nd leg football match vs Deportivo Coruna, 03 May 2004. AFP Photo / Miguel RIOPA / AFP PHOTO / MIGUEL RIOPA


ฤดูกาล 2002/03 ปอร์โต้เดินหน้าคว้าแชมป์แบบสบายๆจากทีมเดิมที่มูรินโญ่ปลุกปั้นมาครึ่งปี คว้าแชมป์เหนือเบนฟิก้าด้วยแต้มห่าง 11 แต้ม เสีย 26 ประตูจาก 34 เกม เป็นตัวเลขที่โคตรจะสวยงาม มูรินโญ่ แก้ไขแนวรับตรงแบ็กสองข้างที่ดึง เปาโล แฟร์เรยร่า จากวิคตอเรีย เซตูบัลในฝั่งขวา และฝั่งซ้ายทาบ นูโน่ วาเลนเต้ จากไลเรียทีมเก่าของเขามาประจำการ ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กนั้นเลือกเอาจากที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น จอร์จ คอสต้า หรือ ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ ซึ่งภายหลังกลายเป็นนักเตะคู่บุญอีกคนที่ไม่ว่าไปไหนก็ตามน้ามูไปตลอด บวกกับ มานิเช่เสริมสมดุลช่วยเกมรับ
ไม่ใช่เรื่องผิดเลยที่มูรินโญ่เริ่มเกมด้วยรากญานเกมรับที่แข็งแกร่ง ทะลวงตาขายยากซะยิ่งกว่าเพราะฤดูกาล 2003/04 ที่ป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดโปรตุเกสได้สำเร็จ มันถูกตอกย้ำจากจำนวนประตูที่เสียไปลดลงเหลือเพียงแค่ 19 เท่านั้น น้อยกว่าเดิมเสียอีก นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย จากถ้วยเล็กสู่ถ้วยใหญ่ของยุโรปในช่วงเวลาเพียงแค่ปีเดียว มันคือป้ายแบรนด์เนมชั้นดีที่พากมูรินโญ่ไปที่เชลซี…

วันแรกที่มีการพูดคุย สัมภาษณ์หลังจากการเข้ารับตำแหน่ง เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เขากล่าวอย่างโอหังว่าเขาคือ The Special One และทำเอาห้องสัมภาษณ์ในวันนั้นเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก พอเสร็จเรียบร้อยเขาเดินลับไปแล้ว นักข่าวรีบหันมาคุยกัน แน่นอนว่าบางส่วนคุยหรือจับกลุ่มนินทา และมาดูว่าหลังจบซีซั่นจะเป็นอย่างไร กับอีแค่โค้ชหนุ่มที่มาจากลีกโปรตุเกส ที่ก็อาจจะแค่ฟลุ๊คได้แชมป์ UCL มาก็เท่านั้น มันจะไปมีดีอะไรที่จะมายิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าทุกคนรู้ตอนจบ เมื่อมูรินโญ่ หยุดเสียงวิจารณ์ที่ว่าเขาคงไม่ได้แชมป์ด้วยกว่าเก็บไป 95 แต้ม เป็นสถิติสูงสุดในช่วงเวลานั้น สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับลีกอังกฤษที่ก่อนหน้านั้นพี่ใหญ่ที่ครองก็เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล มากไปกว่านั้น เชลซีของโชเซ่ มูรินโญ่ ชนะไป 29 แพ้ 1 เกือบจะไร้พ่าย และเสียไป 15 ประตูเท่านั้น คาแรกเตอร์มันชัดว่านี่คือทีมของเขาโดยแท้จริง
“เขาดูโอหง และขี้โม้จริงๆนะ แต่มันยอดเยี่ยมเหลือเกิน ตอนนี้พรีเมียร์ลีกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” เฟอร์กี้ ตำนานโค้ชของแมนยูยังยอมซูฮกกับความสุดยอดของเชลซีทีมนี้ นั่นหมายความว่า ตัวเขาเองก็อยู่นิ่งไม่ได้เหมือนกัน ทุกๆอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อชายที่ชื่อโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามา …

.

.

ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด

.

.


ตามที่เราว่าไปครับ เดิมทีแมนฯยูไนเต็ดกับอาร์เซน่อลห้ำหั่นแข่งขันกันที่พลังรุก ความดุดันและรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการเข้าทำ และผลัดกันได้แชมป์อยู่เสมอๆ คลื่นลูกใหม่ที่ชื่อมูรินโญ่ส่งสารท้ารบแบบหักหน้า 2 โค้ชในตำนานทั้งเฟอร์กี้ และ แวนเกอร์แบบที่เห็นได้ชัดว่าโลกนี้มันไม่ได้มีแค่คุณ มันมีเขา เขาที่มีแนวคิดใหม่ๆมาเสริมเพิ่มเติม และจะเหนือกว่าอีกด้วย ซึ่งจากนั้น เรื่องราวของแวนเกอร์ และ เฟอร์กี้ที่เคยดุเดือดก่อนหน้านี้ในการแย่งแชมป์นั้นจบลงไป กลายเป็นการฟาดปากของ มูรินโญ่ และทุกๆคนที่ขวางทางเขา แน่นอนว่าหนึ่งในเป้าหมายคือแวนเกอร์ โค้ชในตำนานของไอ้ปืนใหญ่ที่ตกเป็นผู้แพ้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันจะมีแกนหลักเป็นการที่แวนเกอร์วิจารณ์เรื่องเชลซีซื้อความสำเร็จ ซึ่งฝั่งมู ก็สวนกลับไปหลายดอก
ฤดูกาลต่อมาเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ข้าคือของจริง เมื่อมูรินโญ่ป้องกันแชมป์ได้ด้วยการกวาด 91 แต้ม ทิ้งแมนยูไป 8 แต้ม เสีย 22 ประตู แน่นอนว่าเกมรับยังคงเป็นเรื่องหลักๆของลูกทีมมูรินโญ่ที่เหนือกว่าที่มอื่นๆแบบหลายก้าวเลยทีเดียว มูรินโญ่ ยังคงยึดมั่นแบบนี้เรื่อยมา ทั้งตอนคุมอินเตอร์ มิลาน แชมป์ลีก 2 ครั้งซ้อนและเกมรับดีที่สุดในลีก ไหนจะได้ UCL ไปครอง ถ้าถามว่าอันไหนแปลกสุดคงเป็นปีที่คุมราชันชุดขาวที่ โดนยิงไป 32 ประตู (บาร์ซ่าเสียน้อยกว่าที่ 29 ประตู) แต่กลับกันดันยิงเยอะซะอย่างนั้น กับพาเหรดดาวดังมาดริดกระซวกใส้ทีมลาลีก้าไป 121 ประตู
และก็มาถึงการกลับมาทีมเชลซีรอบที่ 2 พวกเขาโดนยิงน้อยสุดที่ 32 ประตูในฤดูกาล 2014/15 และจบลงด้วยการเป็นแชมป์ ฟุตบอลของมูรินโญ่น่าเบื่อ แต่นั่นจบลงด้วยการเป็นแชมป์เต็มไม้เต็มมือ ทำให้ทีมที่เขาไปคุมมักมีคนรักและมีคนเกลียดปนๆกันไปไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ จนกระทั่งถึงวันที่คุณไม่ได้สำเร็จเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว …

.

.

ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด

.

.


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังหมดยุคเฟอร์กี้ พวกเขาหาสุดยอดโค้ชมากุมบังเหียนหลายคนเหลือเกินจากระทั่งมาถึงมูรินโญ่ แน่นอนว่ามันไม่ได้แย่เลย กับการเป็นแชมป์ลีกคัพ ยูโรป้าลีก หรืออาจจะรวม คอมมูนิตี้ ชิลด์ ด้วยก็ได้ มันน่าพอใจแหละ ตามด้วยการเป็นรองแมนซิตี้ที่เขาว่ากันว่าน่าจะดีที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีก จนถึงปีที่ 3 อาถรรพ์น้ามูกลับมาอีกครั้ง น่าเบื่อ และ ความพ่ายแพ้ ผสมรวมกันทำให้แฟนบอลยูไนเต็ดทนไม่ได้ บนระงม จากเดิมที่มองว่าคนนี้แหละคนที่พาเรากลับไปยิ่งใหญ่ กลายเป็นไอ้แก่สุดโอหัง และชอบเล่นเกมรับห่วยๆที่ไม่ได้อยู่ในดีเอ็นเอของยูไนเต็ด ทุกอย่างมันดูพังไปหมดในวันที่มูรินโญ่ไม่ได้ซื้อนักเตะตามใจเขาต้องการ ผู้นำในเกมรับยังไม่ได้ถูกแก้ไข จึงเกิดการครองบอลแบบที่นวยนาด ช้า บอลไม่มีความเร็ว สวนกลับไม่มีจินตนาการ แน่นอนว่านอกจากแฟนบอล นักเตะก็คงไม่โอเคด้วยเช่นกัน บวกกับแพ้บ้าง เสมอบาง มันก็เละเทะตามๆกันไป มันไม่เหมือนกันกับตอนที่เขาชนะด้วยเกมรับ ทุกๆอย่างมีแต่คำชม แม้ว่าจะมีบางส่วนด่าแต่ชนะก็คือชนะ จนกระทั่งทุกอย่างจบลง


มูรินโญ่เหมือนกับเจอกำแพงอิฐสูงและหนาอยู่ตรงหน้าเขา รอวันที่เขาจะเอาค้อนที่ชื่อว่าความแปลกใหม่มาทำลายกำแพงนี้ทิ้งซะ ก่อนงานใหม่เขาจะเริ่มขึ้นที่สเปอร์ส สิง่ใหม่ที่เขาพยายามจะเรียนรู้คือการได้รู้จัก ชูเอา ซาคราเมนโต ผู้ช่วยโค้ชหนุ่มที่เขาดึงเขามาเป็นผู้ช่วยที่สเปอร์ส นั่นอาจเป็นค้อนที่เราพูดถึงก็ได้ ก็ยังต้องตามดูกันไปแหละ แต่ตอนนี้ยังไม่ดีขึ้นนะ หวังว่าเขาจะกลับมาเป็นชายที่พูดแขวะ กวนตีน และพร้อมกับการถือถ้วยแชมป์ไปด้วยแบบเดิมในวันก่อนหน้านั้น จนกว่าวันนั้นจะมาถึง เราจบตรงนี้แหละ …

You may also like