ข่าวฟุตบอล

เรื่องราวการเหยียดผิว และย้อนรอยซัวเรซ กับ เอฟร่าในปี 2011

0

สวัสดีครับทุกๆคน กลับมาอีกครั้งนะกับบทความเกี่ยวกับฟุตบอลของเรา เอาจริงๆในช่วงนี้มันก็จะมีการพูดถึง covid-19 โรคที่ถือว่าโดนกันไปทั่วโลกอยู่ซะเป็นส่วนมาก แต่เรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นที่พูดถึงทั่วโลกในตอนนี้คือในกรณีของนายจอร์จ ฟรอยด์ ชายผิวดำที่ถูกนายตำรวจฆ่าด้วยการเอาเข่ากดไปที่คอจนกระทั่งหายใจไม่ออก เสียชีวิต จนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ไปทั่วโลกถึงเรื่องการเหยียดผิวต่างๆนาๆ ด้วยความที่เว็บเราเป็นเว็บเกี่ยวกับฟุตบอล เราจึงขออนุญาตพูดถึงการเหยียดผิวในทางฟุตบอลก็แล้วกัน เอาจริงๆแล้วในโลกฟุตบอลช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแสดงออกทางสัญลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เห็นเด่นชัดคือในบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมันที่มีการแข่งขันอยู่ ณ ขณะนี้ ทั้ง จาดอน ซานโช่,อาชาฟ ฮาคิมี่,เวสตั้น แม็คเคนนี่ และ มาคัส ตูราม ที่ก็ต่างแสดงสัญลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นการยืนตรงข้ามชัดเจนกับพวกเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ก็นั่นแหละครับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ แต่เราขอย้อนไปหน่อยแล้วกัน ไม่ไกลมาก กับเรื่องราวของ ซัวเรซ และ เอฟร่า ที่มีเรื่องการเหยียดผิวในปี 2011

ปาทริซ เอฟร่า หนึ่งในสุดยอดแบ็คซ้ายของแมนยูในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ประสบความสำเร็จมากมายในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง มีเรื่องราวดราม่ากับหลุยส์ ซัวเรซ หนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน การันตีด้วยแชมป์มากมายที่เขาได้มา รวมถึงรองเท้าทองคำที่ได้มาในยุคที่มีสุดยอดนักเตะอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ขวางทางอยู่ เรื่องราวการเหยียดผิวที่ย้อนไปให้เหตุการณ์เมื่อปี 2011 ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการกำจัดพวกเหยียดผิวในฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่

วันที่ 15 ตุลาคม 2011 เกมระหว่างลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่แอนฟิลด์ คือจุดเริ่มต้น เอาจริงๆแค่คำว่าเกมลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันก็เป็นการการันตีความเดือดตั้งแต่ยังไม่แข่งแล้วด้วยซ้ำไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนก็ตามที แต่ซัวเรซ และ เอฟร่าทำให้ดีกรีมันแรงยิ่งขึ้น ในเกมวันนั้น เอฟร่าแบ็คซายตัวเก่งได้รับคำบัญชาการ จาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ให้ตามจับตัวหลุยส์ ซัวเรสตลอดทั้งเกมในเกมวันนั้น โดยนักเตะทั้งคู่เจอกันตลอดทั้งเกม เอฟร่าก็ไล่อัด ไล่เตะตลอดเกม ส่วนเจ้าซัวเรสก็มีเตะคืนบ้างประปรายตามประสาฟุตบอล แต่ปัญหามาเริ่มหนักตรงที่ ซัวเรสเตะ เอฟร่า ก่อนที่เอฟร่าจะมาถามว่า เตะเขาทำไม ? ซัวเรสเลยถามกลับมาว่า “Por Que? Negro” ที่เป็นภาษาสเปน แปลประมาณว่า “แล้วจะทำไมล่ะ ไอ้ดำ!” แน่นอนครับว่าเป็นอะไรที่คงยอมกันไม่ได้ จบเกมเอฟร่าไปฟ้องกรรมการเรื่องการถูกเหยียดผิวบทสรุปของคดีนี้ ซัวเรซ โดนแบนถึง 8 เกม และปรับเงิน 4 หมื่นปอนด์ และถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเหยียดผิว

แต่เรื่องมันจบแล้วหรือเปล่า ? มาฟังเรื่องราวต่ออีกสักหน่อยแล้วกันนะครับ นัดถัดมาที่ทั้งคู่ต้องมาเจอกันในพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2012 เกมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูลที่ โอลแทรฟฟอร์ด ทุกคนจับจ้องไปที่คู่นี้หลังเกิดเรื่องราวดราม่าในเกมนัดแรกที่แอนฟิล พวกเขาจะจับมือกันหรือไม่ ?  พวกเขาจะทำอะไรหรือเปล่าในเกมวันนั้น ? คำถามเกิดขึ้นมากมายว่าอะไรจะเกิดขึ้นกันแน่ และสุดท้ายมันก็เกิดจริงๆ ซัวเรซไม่จับมือกับเอฟร่า ในเกมวันนั้น ซัวเรซ กล่าวอ้างว่า ก็ตอนนั้นเอฟร่าเขาลดมือลง ทำท่าเหมือนไม่อยากจับมือกับผม ก็นั่นแหละ ไม่จับก็ไม่จับไม่ว่ากัน แต่เอาจริงๆท่าทีในตอนนั้นของเอฟร่า ชัดเจนว่าไม่พอใจและคว้าแขนซัวเรซ ทันควัน เกมวันในนั้นเริ่มขึ้น ซัวเรซยิงได้ และเป็นประตูเดียวของลิเวอร์พูลในวันที่แพ้ให้แมนยู 2-1ชัยชนะที่แท้จริงอยู่ที่เอฟร่า ที่ทำท่าดีใจ แกมเยาะเย้ยต่อหน้าซัวเรซ มีหลายคนกล่าวกันว่านั่นเป็นชัยชนะที่แท้จริงของเอฟร่าต่อเรื่องๆนี้ 

           ในช่วงปลายปีก่อนหน้านั้น เอฟร่า เปิดเผยกับเดลี่เมลว่า “ผมได้จดหมายขู่ฆ่าเยอะมากๆ ผมต้องจอดรถยนต์นิรภัยของผมนอกบ้านที่อัลเดอร์ลีย์ เอดจ์ ตลอดทั้งวันอยู่หลายเดือน มันไม่ง่ายเลยนะสำหรับครอบครัวของผม แต่ผมเติบโตด้วยความแข็งแกร่งจากประสบการณ์การต่อสู้ตามท้องถนนในเลซูว์ลิส ดังนั้นสำหรับผมแล้วมันจึงเป็นเรื่องปกติ แต่บางทีสำหรับคนอื่นๆ มันเป็นเรื่องที่บ้ามากเลย แม้แต่พี่ชายของผมยังบอกว่า ‘ระวังตัวด้วยนะ’ ตอนที่เราขับรถออกจากบ้าน”

            “ผมไม่รู้ว่าซัวเรซเป็นพวกเหยียดผิวหรือเปล่า ผมไม่รู้จักครอบครัวของเขา ผมไม่รู้แบ็คกราวด์ของเขา แต่การเหยียดผิวเป็นเรื่องใหญ่มากมาหลายปีแล้วและวันนั้นมีการเหยียดผิว ดังนั้นตอนที่ผมไปชี้แจงต่อกรรมการได้รับทราบพิจารณาคดี พวกเขาฟังผมเพราะผมบอกว่า ผมไม่ต้องการให้พวกเขาลงโทษเขาและผมไม่ได้รู้จักเขาดีพอที่จะพูดได้ว่าเขาเป็นพวกเหยียดผิวแต่เขาใช้คำพูดที่เป็นการเหยียดผิว ผมไม่ได้เกลียดเขานะ ผมไม่เคยเกลียดเขาเลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมอยากต่อยเขาแต่สำหรับผมแล้ว การเกลียดใครสักคนนั้นมันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่มีความเกลียดอยู่ในใจ ผมอาจจะมีปฏิกริยาตอบโต้ แต่ความเกลียดชังเป็นคำที่รุนแรงสำหรับผม เมื่อผมถูกขอให้เลือกทีมที่ดีที่สุดของผม ผมใส่ชื่อซัวเรซเป็น 11 ตัวจริงของผม เขาคือกองหน้าที่ดีที่สุดในตอนนั้น”

อย่างไรก็ตามไม่มีคำขอโทษใดๆจากซัวเรส เกี่ยวกับกรณีนี้ เนื่องจากเขายังเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าวัดจากรากฐานวัฒนธรรมของบ้านเขาที่อุรุกวัย คลิปนี้เราไม่ได้มาเพื่อชี้ให้ว่าใครถูกหรือผิด เพียงแต่จะมาเล่าเรืองราวให้ฟังเท่านั้น เราไม่มีทางรู้ว่าซัวเรซเจตนาจริงๆวันนั้นคืออะไร และเอฟร่า ตั้งใจลดมือในวันนั้นเพื่อให้ซัวเรซดูเป็นตัวร้ายในสายตาประชาชนหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเหยียดผิว การเหยียดเชื้อชาติ ไม่ควรมีอีกต่อไปแล้วในยุคสมัยปัจจุบันและนี่คือเรื่องราวที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ถ้าถูกใจฝากเพื่อนๆส่งต่อให้คนอื่นได้รู้เรื่องนี้ด้วยก็แล้วกันนะ แล้วกลับมาพบกันใหม่อีกทีคราวหน้า คราวนี้ล่าไปก่อนละกัน สวัสดี

You may also like