ข่าวฟุตบอล

การเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด … บอกเลย มีดราม่า

0

จุดเริ่มต้น..

สวัสดีทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งถ้าใครยังตามอ่านกันอะนะ อย่างที่มีข่าวได้รายงานให้ทราบกันไปเกี่ยวกับเรื่องการเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด โดยมีรายงานว่ากลุ่มทุนที่นำโดย อแมนด้า สเตฟลี่ย์ ยื่นเอกสารการเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ให้พรีเมียร์ลีกพิจารณาแล้ว เหลือรอฟังผลว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่ โดย เอกสารสำคัญต่อการเทคโอเวอร์หนนี้ถูกส่งให้ทางพรีเมียร์ลีกพิจารณาแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของการเทคโอเวอร์สโมสรที่ต้องตรวจสอบที่มาที่ไปและความพร้อมของกลุ่มทุน

มีแหล่งข่าวเผยว่ากระบวนการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ นั่นหมายความว่ากลุ่มทุนที่นำโดย สเตฟลี่ย์ และมีกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดิ อาระเบียหนุนหลังนั้น อาจเข้าฮุบสโมสรเสร็จก่อนถึงซีซั่นใหม่ เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดียังอ้างว่า ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของ “สาลิกาดง” บอกให้เพื่อนทราบว่าการเทคโอเวอร์หนนี้ใกล้เคียงความเป็นจริงยิ่งกว่ารอบที่ผ่านๆมา  และการเทคโอเวอร์หนนี้มี สเตฟลี่ย์ เป็นเหมือนนายหน้าและเธอต้องการหุ้น 10 เปอร์เซนต์ของสโมสร ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เอกชนของ รูเบน บราเธอร์ส ก็ต้องการหุ้น 10 เปอร์เซนต์เช่นกัน ส่วนหุ้นอีก 80 เปอร์เซนต์ที่เหลือจะตกไปอยู่ในมือของทุนซาอุ แต่สุดท้ายแล้วฝั่งนิวคาสเซิ่ล และพรีเมียร์ลีกตอบปฏิเสธที่จะให้คอมเมนต์ถึงข่าวเหล่านี้

แล้วมันมีดราม่าอะไร !??

หลังจากนั้นไม่นานองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษ และพรีเมียร์ลีก เข้ามาขัดขวางการเจรจาขอซื้อทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยด้าน ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของปัจจุบันใกล้ปิดการเจรจาขาย “สาลิกา” ให้กับกลุ่มทุนใหม่ที่มีอแมนดา สตาเวลีย์ นักธุรกิจการเงินคนดังของอังกฤษ เป็นหัวหอกในการเจรจาโดยได้รับการหนุนหลังเรื่องการเงินจากกองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติซาอุดิอาระเบีย โดยคาดว่ามีมูลค่าการทำสัญญา 300 ล้านปอนด์เท่านั้น ไม่เหมือนกับคราวก่อนที่เจ้าชายเคยมีข่าวขอซื้อแมนยูในราคา 3,000 ล้านปอนด์มาแล้วแต่ไม่สำเร็จ แต่ทว่า เจ้าชายซัลมาน ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแอมเนสตี้ พยายามโจมตีว่าการเทคโอเวอร์ครั้งนี้ จะเป็นการนำเอากีฬามาฟอกตัวของพระองค์

โดยทาง เฟลิกซ์ เจเค่นส์ ผอ.แอมเนสตี้ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “เราจะยังต้องดูว่ามันเป็นอย่างไร ซาอุดิอาระเบียพยายามใช้ความมีเสน่ห์และชื่อเสียงของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ เพื่อเบี่ยงแบนจากสถิติเลวร้ายของการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ จากวิกฤติทั่วโลกนั้น มีความเสี่ยงที่การทำสัญญานี้จะเดินหน้าไปโดยปราศจากระดับของการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบที่ควรจะเป็น ภายใต้รัชสมัยของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานนั้น การปกป้องสิทธิมนุษยชนของซาอุดิ ตกต่ำลงอย่างร้ายแรง มีนักกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างสงบมากมายโดนจำคุก รวมถึงลูแจน อัล-ฮัธลูล และนักรณรงค์สิทธิสตรีที่กล้าหาญคนอื่นๆด้วย ยังมีการปิดบังข้อเท็จจริงอย่างโจ่งแจ้งต่อการฆาตรกรรมจามาล คาช็อกกี้ และกองทหารผสมที่นำโดยซาอุดิในเยเมน มีสถิติน่ารังเกียจอย่างยิ่งในการโจมตีแบบมั่วซั่วใส่บ้านเรือนและโรงพยาบาล” อย่างไรก็ดี พรีเมียร์ลีกและรัฐบาลอังกฤษ น่าจะไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าวและปล่อยผ่านให้การเทคโอเวอร์ครั้งนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อย

แต่ก็นั่นแหละครับด้วยความที่เหมือนว่าจะมีการปล่อยผ่านเกิดขึ้น ล่าสุดองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และ beIN Sports ที่ถือลิขสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีกเอาไว้ในหลายประเทศทั่วโลกออกมาเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกปฏิเสธดีลเทคโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จากกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบีย

ทาง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยื่นเอกสารให้พรีเมียร์ลีกตรวจสอบอนุมัติ หลังจาก ไมค์ แอชลีย์ ยอมรับข้อเสนอ 300 ล้านปอนด์จาก PCP Capital Partners ที่มีกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียหนุนหลัง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ขณะระหว่างที่กำลังรอการพิจารณา แอมเนสตี้ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยมองว่ากลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรีเมียร์ลีก

เคท อัลเลน ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ของสหราชอาณาจักร ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ริชาร์ค มาสเตอร์ส ซีอีโอพรีเมียร์ลีก แสดงถึงความกังวลใจในเรื่องดังกล่าว แอมเนสตี้ หวังให้พรีเมียร์ลีกใช้มาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของหรือผู้บริหารทีมว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ ก่อนที่ beIN บริษัทชื่อดังจากกาตาร์ ที่เป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกนอกสหราชอาณาจักรรายใหญ่ที่สุด จะออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยมีการรายงานจาก Times รายงานว่าพวกเขาเขียนจดหมายถึงพรีเมียร์ลีกรวมถึง 20 สโมสร ให้ร่วมขัดขวางการเทคโอเวอร์

ทางด้าน beIN เตือนพรีเมียร์ลีกเกี่ยวกับการที่ซาอุดีอาระเบียมีความเกี่ยวข้องกับการละเมิดการปล่อยสัญญาณถ่ายทอดสด ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่งคั่งของพรีเมียร์ลีกในอนาคต นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าพรีเมียร์ลีกล้มเหลวในการเอาผิดทางกฎหมายกับ Arabsat บริษัทดาวเทียมที่มีรัฐซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าของ พวกเขากล่าวหาว่า Arabsat ลักลอบยิงสัญญาณฟุตบอลพรีเมียร์ลีกให้กับช่องผิดกฎหมายอย่าง beoutQ ทั้งที่สิทธิ์ในการถ่ายทอดพื้นที่ซาอุดีอาระเบียเป็นของ beIN อย่างไรก็ตาม Arabsat ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด พร้อมทั้งกล่าวหา beIN กลับด้วยว่าพยายามใส่ร้ายและสร้างความเข้าใจผิด SkySports ติดต่อพรีเมียร์ลีกเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่โฆษกบอกว่าพวกเขาจะไม่ให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับการเทคโอเวอร์ครั้งนี้

                โดยทั้งหมดนี้คือเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการการเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมใหญ่ที่มีแฟนๆให้ความสนใจอย่างมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าสุดท้ายมันเกิดขึ้นจริงๆก็คงจะห้ามอะไรกันไม่ได้อย่างแน่นอน และเราลองมาคิดในมุมที่ว่าถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงกันดูบ้าง….

การเปลี่ยนแปลงของนิวคาสเซิ่ล

ตามรายงานจาก อีเอสพีเอ็นมีการเปิดเผยว่าว่าที่เจ้าของใหม่ของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด หมายตา เมาริซิโอ ปอเชตติโน่ เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยากดึงมาคุมทีม โดย ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของสโมสรคนปัจจุบันบรรลุข้อตกลงกับ ซีพีซี แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส ที่มีทุนจากซาอุดิ อาระเบียหนุนหลัง ทำให้การเทคโอเวอร์เหลือเพียงแค่รอไฟเขียวจากพรีเมียร์ลีกถึงแม้มีข่าวว่า สตีฟ บรูซ จะได้รับเวลาให้พิสูจน์ตัวเองแต่ว่าที่เจ้าของใหม่อยากได้กุนซือที่มีชื่อมากกว่านี้เข้ามาทำหน้าที่ในซีซั่นหน้า โดยมี ปอเชตติโน่ เป็นหนึ่งในตัวเต็งร่วมกับ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, ราฟาเอล เบนิเตซ และ ลูเซียน ฟาฟร์

โดยในทั้ง 4 คนที่ว่ามีถึง 2 คนที่มีงานอยู่แล้งทั้งเบนิเตซ คุม ต้าเหลียน อี้ฟ่าง อยู่ในตอนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยคุมนิวคาสเซิ่ลเมื่อปีก่อนหน้า และ ฟาฟร์ ก็คุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในบุนเดสลีก้าเยอรมันอยู่ แต่กลับกันยังมีอีก 2 คนที่เหมาะสมกับการที่จะถีบตัวเองไปเป็นบิ๊กทีมกับการเลือก ปอเชตติโน่ หรือ อัลเลกรี ที่กำลังว่างงาน โดยว่าที่เจ้าของใหม่เชื่อว่าสามารถยื่นข้อเสนอและโปรเจ็คท์ที่ล่อตาล่อใจเป้าหมายของพวกเขาได้ เหมือนอย่างที่ เอฟเวอร์ตัน ดึงตัว คาร์โล อันเชลอตติ มาคุมทีมสำเร็จ

นักเตะซุปเปอร์สตาร์ที่จะตามเข้ามา

เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการดึงตัวกุนซือระดับท็อป พวกเขาจะแสดงความทะเยอทะยานให้เห็นด้วยการดึงนักเตะชื่อดังๆเข้าสู่ทีม จึงมีการติดต่อหาเอเยนต์ระดับท็อปในยุโรปและสนใจนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญาในซัมเมอร์นี้ โดยหมายตากองหน้าเป็นหลักเนื่องจากกองหน้าที่มีอยู่ในทีมตอนนี้คงยากถ้าจะหวังให้พาทีมประสบความสำเร็จไปได้โดยรายงานอีเอสพีเอ็นอ้างว่ามีการติดต่อหาเอเยนต์ของ ดรีส์ เมอร์เท่นส์ และ เอดินสัน คาวานี่ แล้ว ส่วน วิลเลียน ก็เป็นเป้าหมายเหมือนกันแต่พวกเขาทราบว่าการเซ็นทั้งสามคนจะเป็นความท้าทายที่ไม่เบา

โดยต้องมามองกันในแต่ละคน ถือว่าเป็นสุดยอดกันทั้งนั้นแค่ว่าอายุเริ่มเยอะ แต่ที่สำคัญคือได้สุดยอดนักเตะและจะได้มาแบบการเซ็นสัญญาฟรีเนื่องจากนักเตะใกล้จะหมดสัญญากับสโมสรต้นสังกัดปัจจุบันแล้วนั่นเอง

นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นจริง หรือจะไม่เกิดจริง เดี๋ยวสักพักเราก็คงได้รู้ตอนจบกันแล้วว่ามันจะจบลงแบบไหน จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนิวคาสเซิ่ลหรือไม่ หรือจะเป็นเฮียตือ ยังคงเป็นเจ้าของขี้งกให้เหล่าแฟนๆทูน อาร์มี่ด่าไปเป็นอีก 10 ปี หรือเปล่าก็ต้องมาติดตามนะจ๊ะ ….

You may also like